การศึกษาเปรียบเทียบของการฉีดโบทูลินมั่ ท็อกซินชนิด เอ ใต้ผิวหนังระหว่างขนาดยาต่ําและ ขนาดยามาตรฐานในการรักษาภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติบริเวณรักแร้ชนิดปฐมภมูิ

  • มโนรส มงคลิก
  • เทพ เฉลิมชัย
Keywords: ภาวะเหง่ือออกมากผดิ ปกติบริเวณรักแร้ชนิดปฐมภมู ิ, โบทูลินั่มท็อกซินชนิด เอ, ขนาดยา

Abstract

ภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติบริเวณรักแร้ชนิดปฐมภูมิ เป็นภาวะที่ร่างกายมีการหลั่งเหงื่อมากผิดปกติบริเวณรักแร้โดยไม่มีสาเหตุแน่ชัด พบบ่อยได้ในช่วงวัยรุ่นจนถึงผู้ใหญ่ ทําให้ผู้ที่มีภาวะความผิดปกตินี้สูญเสียความมั่นใจและส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจําวัน การใช้โบทูลินั่มท็อกซินฉีดใต้ผิวหนังเป็นวิธีหนึ่งที่ได้รับการยอมรับจากองค์การอาหารและยาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาให้ใช้เป็นมาตรฐานในการรักษาภาวะนี้ เนื่องจากได้ผลดีและมีความปลอดภัย โดยงานวิจัยนี้ทําเพื่อศึกษาประสิทธิผล ของการลดเหงื่อระหว่างการฉีดโบทูลินั่มท็อกซินชนิดเอ ขนาดยาต่ํา 25 ยูนิต (กลุ่มทดลอง) เปรียบเทียบกับการฉีดโบทูลินั่มท็อก ซินชนิดเอขนาดยามาตรฐาน50ยูนิต(กลุ่มที่ได้ยาขนาดมาตรฐาน)ในการรักษาภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติบริเวณรักแรป้ฐมภูมิ โดยแบ่งกลุ่มเปรียบเทียบแบบครึ่งข้างในคนเดียวกัน โดยทําการสุ่มเลือกรักแร้หนึ่งข้างสําหรับการรักษาด้วยโบทูลินั่มท็อกซิน ชนิดเอขนาดยาต่ํา 25 ยูนิต เป็นกลุ่มทดลองจํานวน 16 ข้าง และรักแร้ข้างตรงข้ามสําหรับการรักษาด้วยโบทูลินั่มท็อกซิน ชนิด เอขนาดยามาตรฐาน 50 ยูนิต เป็นกลุ่มที่ได้ยาขนาดมาตรฐานจํานวน 16 ข้าง โดยจะการฉีดโบทูลินั่มท็อกซิน ชนิดเอครั้งเดียวใน ครั้งแรกที่มา และศึกษาติดตามเพียงอย่างเดียวอีก 2 ครั้งที่ 4 และ 12 สัปดาห์หลังการรักษา การประเมินผลได้แก่ ค่าคะแนนการ ประเมินความรุนแรงของภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติที่ประเมินโดยอาสาสมัคร การวัดระดับการสูญเสียน้ําทางผิวหนัง และ ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น จากจํานวนอาสาสมัคร 16 คนที่เข้าร่วมโครงการ มีอายุเฉลี่ย 34.2 ± 6.1 ปี เป็นเพศหญิงร้อยละ 68.8 เพศชายร้อยละ 30.2 แล้วเมื่อติดตามครบ 12 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มทดลองด้านรักแร้ข้างที่ฉีดโบทูลินั่มท็อกซิน ชนิด เอ ขนาดยา 25 ยูนิตมีประสิทธิผลดีในการลดเหง่ือจากค่าคะแนนความรนุแรงของภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ(HyperhidrosisDiseaseSeverity Score, HDSS) ที่ลดลงอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ และไม่แตกต่างกันกับกลุ่มที่ได้ยาขนาดมาตรฐานที่สัปดาห์ที่ 4 และ 12 (p=0.653) นอกจากนั้นกลุ่มทดลองด้านรักแร้ข้างที่ฉีดโบทูลิน่ัมท็อกซิน ชนิด เอ ขนาดยา 25 ยูนิต ระดับ การสูญเสียน้ําทางผิวหนังที่รักแร้เมื่อเทียบกับก่อนการรักษาอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ และ     กลุ่มที่ได้ยาขนาด มาตรฐานที่สัปดาห์ที่ 4 และ 12 (p =0.988) และไม่พบผลข้างเคียงใดๆ สรุปว่า การฉีดโบทูลินั่มท็อกซินชนิด เอ ขนาดยาต่ํา 25 ยูนิต มีประสิทธิผลดีเทียบเท่ากับขนาดยามาตรฐาน 50 ยูนิตในการรักษาภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติบริเวณรักแร้ชนิดปฐมภูมิ สามารถใช้ขนาดยานี้เป็นทางเลือกในการรักษาและลดจํานวนที่ใช้จ่ายต่อคร้ังได้

References

Bovell DL, Clunes M, Elder H, Milsom J, McEwan Jenkinson D. Ultrastructure of the hyperhidrotic eccrine sweat gland. British Journal of Dermatology. 2001;145(2):298-301.
Cohen, J. L., & Solish, N. (2003). Treatment of hyperhidrosis with botulinum toxin. Facial plastic surgery clinics of North America, 11(4), 493-502.
Furlan, A. D., Mailis, A., & Papagapiou, M. (2000). Are we paying a high price for surgical sympathectomy? A systematic literature review of late complications. The Journal of Pain, 1(4), 245-257.
Glaser, D. A., Hebert, A. A., Pariser, D. M., & Solish, N. (2007). Primary focal hyperhidrosis: scope of the problem.
CUTIS-NEW YORK-, 79(5), 5.
Glaser, D. A., Pariser, D. M., Hebert, A. A., Landells, I., Somogyi, C., Weng, E., & Beddingfield, F. (2015). A
Prospective, Nonrandomized, Open‐Label Study of the Efficacy and Safety of OnabotulinumtoxinA in
Adolescents with Primary Axillary Hyperhidrosis. Pediatric dermatology, 32(5), 609-617. Haider, A., & Solish, N. (2005). Focal hyperhidrosis: diagnosis and management. Cmaj, 172(1), 69-75. Heckmann, M., & Plewig, G. (2005). Low-dose efficacy of botulinum toxin A for axillary hyperhidrosis: a
randomized, side-by-side, open-label study. Archives of dermatology, 141(10), 1255-1259.
Kreyden, O. P., Schmid-Grendelmeier, P., & Burg, G. (2001). Idiopathic localized unilateral hyperhidrosis: case report of successful treatment with botulinum toxin type A and review of the literature. Archives of
dermatology, 137(12), 1622-1625.
Moraites, E., Vaughn, O. A., & Hill, S. (2014). Incidence and prevalence of hyperhidrosis. Dermatologic clinics,
32(4), 457-465.
Moya, J., Ramos, R., Morera, R., Villalonga, R., Perna, V., Macia, I., & Ferrer, G. (2006). Thoracic sympathicolysis
for primary hyperhidrosis. Surgical Endoscopy And Other Interventional Techniques, 20(4), 598-602. Rummaneethorn, P., & Chalermchai, T. (2020). A comparative study between intradermal botulinum toxin A
and fractional microneedle radiofrequency (FMR) for the treatment of primary axillary hyperhidrosis.
Lasers in Medical Science, 35(5), 1179-1184. doi:10.1007/s10103-020-02958-8
Scherder, E. J., & Bouma, A. (2000). Visual analogue scales for pain assessment in Alzheimer’s disease.
Gerontology, 46(1), 47-53.
Schieman C, Gelfand G, Grondin S. Hyperhidrosis: Clinical presentation, evaluation and management. Expert
Review of Dermatology. 2010;5:31-44.
Trindade de Almeida, A. R., Secco, L. C., & Carruthers, A. (2011). Handling botulinum toxins: an updated
literature review. Dermatologic Surgery, 37(11), 1553-1565.
Published
2021-08-10