การศึกษาประสิทธิภาพของการใช้เครื่องกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเข้มข้นสําหรับการปรับ รูปร่างบริเวณหน้าท้องแบบไม่รุนแรง

  • ชัยชนะ ศรีธุระวานิช สํานักวิชาเวชศาสตร์ชะลอวยัและฟนื้ฟูสุขภาพมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • อานนท์ ไพจิตโรจนา สํานักวิชาเวชศาสตร์ชะลอวยัและฟนื้ฟูสุขภาพมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • ไพศาล รัมณีย์ธร สํานักวิชาเวชศาสตร์ชะลอวยัและฟนื้ฟูสุขภาพมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
Keywords: ดัชนีมวลกาย, ปรับกระชับรอบเอว, เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

Abstract

คนส่วนใหญ่มีความปรารถนาที่จะมีรูปร่างที่ดี ในปัจจุบันพบว่าวิธีการในการปรับรูปร่างนั้นมีทั้งชนิด ผ่าตัด และชนิดไม่ผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดเพื่อปรับรูปร่างนอกจากจะมีภาวะแทรกซ้อนที่สําคัญ ได้แก่ ภาวะแผลติดเชื้อหลังการ ผ่าตัด, รอยแผลเป็นจากการผ่าตัด หรือห้อเลือด แล้วยังมีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นจึงได้มีการใช้วิธีการอื่นในการปรับรูปร่างโดยไม่ ต้องผ่าตัดซึ่งได้แก่ การยิงเลเซอร์พลังงานต่ําบริเวณผิวหนังที่ต้องการปรับรูปร่าง, การสลายไขมันด้วยเครื่องความเย็น, การใช้ เครื่องความถี่วิทยุสลายไขมัน,การใช้เครื่องสะท้อนความถี่สูงชนิดเข้มข้นและการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าโดยการปรับรูปรา่ง ด้วยเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถเข้าสู่ชั้นกล้ามเนื้อได้ดี ไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวด และยัง สามารถเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงมากขึ้นด้วย ซึ่งเมื่อกล้ามเนื้อมีความแข็งแรงมากขึ้นจะสามารถทําให้มีรูปร่างที่ดีขึ้นอีก ทางด้วย มีการศึกษาก่อนหน้านี้ในต่างประเทศศึกษาถึงประสิทธิภาพ และผลข้างเคียงของการใช้เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วย คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แต่ยังไม่มีการศึกษาในประเทศไทย

วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. ศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการใช้เครื่องกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเข้มข้นสําหรับการ ปรับรูปร่างบริเวณหน้าท้องแบบไม่รุนแรง 2. ศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงของความหนาชั้นไขมันใต้ผิวหนัง และความหนา กล้ามเนื้อrectus abdominis 3. ศึกษาถึงผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น, ทันที และหลังจากติดตามการในสัปดาห์ที่ 4 และ 8 และ 4. ศึกษาความพึงพอใจของอาสาสมัครเมื่อ 8 สัปดาห์

วิธีการดําเนินวิจัย ทําการศึกษาวิจัยเชิงทดลองคลินิก (Experiment study) ชนิดการทดลองกลุ่ม (Quasi-experiment design) มีลักษณะเป็น Time series design ในกลุ่มอาสาสมัครจํานวน 20 ราย อายุระหว่าง 25-50 ปีที่มีค่าดัชนีมวลกาย 20 - 25 กิโลกรัม/เมตร2 ที่ต้องการปรับกระชับรอบเอว หลังจากอาสาสมัครทราบข้อมูล,ขั้นตอนในการร่วมงานวิจัย และลงชื่อ ยินยอมเข้าร่วมโครงการวิจัยแล้วจึงดําเนินการเก็บข้อมูลพื้นฐาน ชั่งน้ําหนัก วัดส่วนสูง วัดขนาดรอบเอว โดยแพทย์ ผู้ทําการวิจัย และวัดความหนาชั้นไขมันใต้ผิวหนัง และความหนากล้ามเนื้อ rectus abdominis ด้วยเครื่องสะท้อนความถี่สูง โดยนักเทคนิคการแพทย์ จากนั้นดําเนินการติดอุปกรณ์ HIFEM ซึ่งได้รับหนังสือรับรองประกอบการนําเข้าเครื่องมือแพทย์ สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข แล้วโดยผู้ทําการวิจัยได้รับการอบรมการใช้เครื่อง HIFEM จาก บริษัทผู้นําเข้า ติดบริเวณหน้าท้องตําแหน่งกึ่งกลางระหว่างกระดูกหน้าอกสเตอนัม และกระดูกเชิงกราน หรือบริเวณสะดือ ระยะเวลาในการทํา 30 นาทีต่อครั้ง ความถี่วันเว้นวัน เป็นจํานวน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 2 สัปดาห์ รวมทั้งหมด 6 ครั้ง ประเมินผลการรักษาหลังจากติดตามในสัปดาห์ที่ 4 และ 8 โดยบันทึก น้ําหนัก รอบเอว และวัดความหนาของชั้นไขมันใต้ ผิวหนัง และความหนาของกล้ามเนื้อ rectus abdominis โดยการใช้เครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูง เพื่อนําข้อมูลไปเปรียบเทยี บ กับก่อนการรักษารวมถึงบนัทึกผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นระหว่างการติดอุปกรณ์และสัปดาห์ที่4และ8หลังการปรับกระชับรอบ เอวครบ6 ครั้งและประเมินความพึงพอใจ

ผลการศึกษา อาสาสมัครผู้เข้าร่วมวิจัย 20 คน เข้าร่วมจนจบโครงการ อายุเฉลี่ยเท่ากับ 34.36.88 ปี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 70 น้ําหนักเฉลี่ย เท่ากับ 60.05 8.71 กิโลกรัม และดัชนีมวลการเฉลี่ย เท่ากับ 22.541.85 กิโลกรัม/เมตร2 ผล การศึกษาพบว่ารอบเอวลดลงเท่ากับ 2.34 และ 0.46 เซนติเมตร ตามลําดับอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p <0.001) และความหนาของชั้นไขมันใต้ผิวหนังลดลงเท่ากับ 1.24, 1.25 มิลลิเมตร ตามลําดับ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p <0.001, p =0.003 ตามลําดับ) และความหนากล้ามเนื้อ rectus abdominis เพิ่มขึ้นเท่ากับ 1.19, 0.68 มิลลิเมตร ตามลําดับ อย่างมี นัยสําคัญทางสถิติ (p <0.001)ในสัปดาห์ที่ 4 และ 8 หลังการปรับกระชับรอบเอวครบ 6 ครั้ง ผลข้างเคียงพบมีอาการระบม และล้าบริเวณที่ติดอุปกรณ์ มีอาการ 1-2 วัน หายเองโดยไม่ต้องเข้ารับการรักษา จํานวนร้อยละ 70 หลังสิ้นสุดการวิจัย อาสาสมัครส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในการปรับกระชับรอบเอวมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 90

สรุปผลการวิจัย เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (HIFEM) มีประสิทธิผลในการลดขนาดรอบเอว ลดความหนา ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง และเพิ่มความหนากล้ามเนื้อ rectus abdominis โดยมีผลข้างเคียงเพียงเล็กน้อย ดังนั้นเครื่องกระตุ้น กล้ามเนื้อด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการปรับกระชับรอบเอวของผู้ที่ต้องการมีรูปร่างที่ดี

References

ถิรจิต บุญแสง. (2562). ดัชนีมวลกายสําคญั อย่างไร. สืบค้นเมื่อ 10 พฤศจิกายน2563, จาก www.si.mahidol.ac.th/Th/healthdetail.asp?aid=1361.
วิสนีย์ ศรสี ุวรรณ. (2559). Collective Review Abdominal wall reconstruction. สืบค้นเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2563, จาก http://medinfo2.psu.ac.th/surgery/Collective%20review/2561/8.Abdominal_wall_reconstruction% 20(Wisani%2016.5.61).pdf
Avci, P., Nyame, T. T., Gupta, G. K., Sadasivam, M., & Hamblin, M. R. (2013). Low-level laser therapy for fat layer reduction: a comprehensive review. Lasers in Surgery and Medicine, 45(6), 349-357. doi: 10.1002.lsm.22153.
Bass, L. S., & Doherty, S. T. (2018). Safety and efficacy of a non-invasive 1060 nm diode laser for fat reduction of the abdomen. Journal of Drugs in Dermatology, 17, 106-112.
Bruce, K., Robert, B., Richard, G., Aaron, S., & Dilyana, K. (2019). Ultrasound Assessment of Subcutaneous Abdominal Fat Thickness After Treatments With a High-Intensity Focused Electromagnetic Field Device: A Multicenter Study. The American Society for Dermatologic Surgery, 45(12), 1542-1548. doi:10.1097/DSS.0000000000001902.
Centers for Disease Control and Prevention (CDC). (n.d.). Healthy weight, Nutrition, and Physical activity. Retrieved November 10, 2020, from www.cdc.gov/heakthywieght/assessing/index.html
David, E. K., & Brian, M. K. (2021). The effect of hih-intensity focused electromagnetic procedure on visceral adipose tissue: Retrospective assessment of computed tomography scans. Journal of Cosmetic Dermatology, 20, 757-762. doi: 10.1111/jocd.13952.
De Souza, M. M., Jewell, A. D., Grief, S. N., & Vail, B. A. (2018). Plastic surgery for women. Primary Care, 45(4), 705-717. doi: 10.1016/j.pop.2018.07.008.
Del Pino, E. M., Rosado, R, H., Azuela, A., Guzman, G. M., Rosado, G. M. (2006). Effect of controlled volumetric tissue heating with radiofrequency on cellulite and the subcutaneous tissue of the buttocks and thighs. Journal of Drugs in Dermatology, 5(8), 714-222.
Jacob, C. I., & Paskova, K. (2018). Safety and efficacy of a novel high-intensity focused electromagnetic technology device for non-invasive abdominal body shaping. Journal of Cosmetic Dermatology, 17, 783-787. doi: 10.1111/jocd.12779.
Jacob, C., Kinney, B., Busso, M., Chilukuri, S., Denkova, R. (2018). High intensity focused electro-magnetic technology (HIFEM) for non-invasive buttock lifting and toning of Gluteal muscles: a multi-center efficacy and safety study. Journal of Drugs in Dermatology, 17, 1229-1232.
Jewell, M. L., Weiss, R. A., Baxter, R. A., Cox, S. E., Schlessinger, J. (2012). Safety and tolerability of high- intensity focused ultrasonography for noninvasive body sculpting: 24-week data a randomized, sham-controlled study. Aesthetic surgery journal, 32(7), 868-876. doi:10.1177/1090820X12455190 Julie, A. H., Tanja, M., Daniel, L. N., Warren, R. S., & Carolyn, A. R. (2007). Ultrasound imaging assessment of abdominal muscle function during drawing-in of the abdominal wall: an intrarater reliability study.
The journal of orthopaedic and sports physical therapy, 37(8), 480-486. doi: 10.2519/ jospt.
2007.2416.
Kinney, B. M., & Lozanova, P. (2019). High intensity focused electromagnetic therapy evaluated by magnetic
resonance imaging: Safety and efficacy study of dual tissue effect based non-invasive abdominal
body shaping. Lasers in Surgery and Medicine, 50, 40-46. doi:10.1002/lsm.23024.
Klein, K. B., Zelickson, B., Riopelle, J. G., Okamoto, E., Preciado, J. A. (2009). Non-invasive cryolipolysis for subcutaneous fat reduction does not affect serum lipid levels or liver function tests. Lasers in
Surgery and Medicine, 41(10), 785-790. doi: 10.1002/lsm.20850.
Kruger, J., Lee, C-D, Ainsworth, B. E., & Macera, C. A. (2008). Body size satisfaction and physical activity levels
among men and women. Obesity, 16(8), 1976-1979. doi: 10.1038/oby.2008.311.
Lin, V. W., Hseish, C., Hsiao, I. N., & Canfield, J. (1998). Functional magnetic stimulation of expiratory muscles: a noninvasive and new method for restoring cough. Journal of Applied Physiology, 84(4), 1144-
1150. doi: 10.1152/jappl.1998.84.4.1144.
Manuskiatti, W., Wachirakaphan, C., Lektrakul, N., & Varothai, S. (2009). Circumference reduction and cellulite
treatment with a Tripollar radiofrequency device: a pilot study. Journal of European Academy of
Dermatology and Venereology, 23(7), 820-827. doi: 10.1111/j.1468-3083.2009.03254.x.
Mazzoni, D., Lin, M. J., Dubin, D. P., & Khorasani, H. M. (2019). Review of non-invasive body contouring devices for fat reduction, skin tightening and muscle definition. Australian Journal of Dermatology, 60(4),
278-283. doi: 10.1111/adj.13090.
Mendes, D. A, Nahas, F. X., Veiga, D. F., Mendes, F. V., Ferreira, L. M. (2007). Ultrasonography for measuring
rectus abdominis muscles diastasis. Acta ciirurgica brasileira, 22(3), 182-186. doi: 10.1590/s0102-
865020070030005.
Patel, N. G., Ratanshi, I., & Buchel, E. W. (2018). The Best of Abdominal Wall Reconstruction. Plastic and
Reconstructive Surgery, 141(1), 113e-136e. doi: 10.1097/PRS.0000000000003976.
Shannon, W., Demetrius, M. C., & Raffi, G. (2020). Liposuction: Concepts, safety, and techniques in body- contouring surgery. Cleveland Clinic Journal of Medicine, 87(6), 367-375. doi: 10.3949/ ccjm.87 a.19097.
Steffen, G. (2021). A german Prospective Study of the Safety and Efficacy of a non-Invasive, High-intensity, Electromagnetic Abdomen and Buttock Contouring Device. The Journal of Clinical and Aesthetic Dermatology, 14(1), 30-33.
Sukal, S. A., & Geronemus, R. G. (2008). Thermage: the nonablative radiofrequency for rejuvenation. Clinics in Dermatology, 26, 602-607. doi: 10.1016/j.clindermatol.2007.09.007.
The American Society for Aesthetic Plastic Surgery (2016). Cosmetic surgery national data bank statistics. Retrieved June 4, 2019, from http://www.surgery.org/sites/default/files/ASAPS-Stats2016.pdf.
The American Society for Aesthetic Plastic Surgery. (2017). Procedural Statistics. Retrieved June 4, 2019, from https://www.surgery.org/sites/default/files/ASAPS-Stats2017.pdf
Varun, V. D., & Milind, S. W. (2013). Unfavorable outcomes of liposuction and their management. Indian Journal of Plastic Surgery, 46(2), 377-392. doi: 10.4103/0970-0358.118617.
Published
2022-02-01